ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

วัดป่า

๑o พ.ค. ๒๕๖๘

วัดป่า

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๐๙๗. เรื่อง “ตาย”

ทำไมจะตาย เสียงเข้ามาได้ แต่สมาธิเสียงเข้ามาไม่ได้คะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ เวลาจะตายทำไมเสียงเข้ามาได้

เวลาจะตาย ถ้าเกิดกรรมนิมิตนะ คนเราเวลาจะตายเกิดกรรมนิมิตนี่ทุกข์ยากมาก แล้วถ้าคนเราจะตายนะ บุญกุศลน่ะ จิตตคหบดี กับที่วัดไทรที่โพธาราม ลูกหลานเขามาถามเราว่า ยายเขาตายจะไปนิมมานรดี

เวลาเขาใกล้ตายเขาบ่นเลยว่าเขาจะไปนิมมานรดี เขาไปแบบมีความสุข ลูกหลานเขามาถามเรา ลูกหลานเขาไม่รู้ไง นิมมานรดีมันคืออะไร มันคืออะไร

เราบอกว่า อ้าว! ตอนยายเอ็งมีชีวิตอยู่ ดำรงชีวิตอย่างไรล่ะ

โอ้โฮ! ให้เงินให้ทองไม่ได้เลย ทำบุญตลอดเวลาเลย เวลาเขาตาย เขาบอกว่าเขาจะไปนิมมานรดี

คือเขาไปสวรรค์แน่นอน ไปแบบเป็นๆ บอกประกาศเลย จิตตคหบดีเห็นเลย นี่ไง เวลาคนจะตายไง

เวลาคนจะตาย เสียงเข้ามาได้อย่างไร

กรรมนิมิตมันร้อยแปดพันเก้า เวลาคนจะตายนะ มันมีเยอะแยะไปที่คนมาหาเราเหมือนกัน เขามาคุยเรื่องส่วนตัวไง เขาเป็นตระกูลเศรษฐีมาก เรารู้จักเขาด้วย เขามาบ่นรำพันว่า ก๋งเขา ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ เชือดเป็ดเชือดไก่ขายไง แล้วก็สร้างตัวขึ้นมาร่ำรวยมาก เวลาสุดท้ายแล้วนะ ก๋งใกล้จะตาย

เขาเป็นหลาน เขามาอยู่แถวนั้นน่ะ เขาบอกว่าเขาจะเอามือชนกันอย่างนี้ เลือดทั้งนั้นเลยน่ะ เหมือนเป็ดเหมือนไก่ จนเขาต้องเอาเชือกผูกไว้นะ เปิดเทปธรรมะให้ก๋งฟัง เปิดทุกอย่าง เพราะอยากจะช่วยก๋งไง แต่มันเป็นเรื่องธรรมดา กรรมนิมิต เขาเห็นของเขาอยู่คนเดียวไง แล้วเห็นอาการแบบนั้นน่ะ โอ้โฮ! รุนแรงมาก

นี่พูดถึงว่า ทำไมจะตาย เสียงเข้ามาได้

ยังไม่รู้จักกรรมนิมิต มันจะโหยหวนเลย แต่คนจะไปดีนะ บ๊ายบาย จะไปนิมมานรดี จะไปสวรรค์น่ะ

“ทำไมคนจะตาย เสียงเข้ามาได้”

เพราะเขามีสติสัมปชัญญะรู้ของเขา

“แต่สมาธิทำไมเสียงเข้ามาไม่ได้”

ได้ เสียงเข้ามาได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เราควบคุมของเราได้อย่างไร เพราะอะไร เพราะสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนานี่ปัญญาทั้งนั้นน่ะ

สัมมาสมาธิ เขาบอก สัมมาสมาธิคิดไม่ได้ คิดไม่ได้

ใครบอกคิดไม่ได้ แต่เวลาทำไม่เป็น ถ้ามันคิดมันฟุ้งซ่าน มันเป็นสมาธิไม่ได้ มันจะเป็นสมาธิได้มันต้องเป็นสัมมาสมาธิ แล้วสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา เพราะสมาธิมีปัญญา ปัญญาเกิดบนสมาธิ ปัญญาเกิดในสมาธิ ว่าอย่างนั้นเลย เวลาสมาธิเสื่อม ปัญญาเสื่อมไปด้วย เป็นสัญญา

มันได้ทั้งนั้นน่ะ มันอยู่ที่เราไง อยู่ที่คนถามไง

“ทำไมจะตาย เสียงเข้ามาได้ แต่สมาธิเสียงเข้ามาไม่ได้”

ได้ แล้วเวลาได้ ได้แบบลุ่มหลง ได้แบบไม่รู้ตัวนะ ฟุ้งซ่านไปเลย แต่ถ้าได้แบบสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ได้เป็นมรรค ยกขึ้นสู่วิปัสสนา

สมาธิ ถ้าโดยสัญญา โดยความฟุ้งซ่าน นั่นก็ทำให้เสื่อม ถ้าใช้ปัญญาไปแล้วนะ ใช้ปัญญาไปแล้วสมาธิอ่อนลง ปัญญาก็ก้าวเดินไปไม่ได้ ต้องกลับมาพุทโธ ทำสมาธิให้มันแข็งแรงขึ้นมา

นี่พูดถึงคำถามไง “ทำไมจะตาย เสียงเข้ามาได้ แต่สมาธิเสียงเข้ามาไม่ได้”

ได้ทั้งนั้น ได้มาด้วยสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ได้มาด้วยความลุ่มหลง ได้มาด้วยความมิจฉาทิฏฐิ ได้โดยความไม่รู้

นี่ไง ปฏิบัติไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง มีสติสัมปชัญญะตลอด แล้วรู้ว่าถูกผิดด้วย เพราะเริ่มต้นผิดไม่รู้ แล้วตามมันไป พอมันตามไปรู้ว่าผิด แก้ไข มันถูก เห็นทั้งผิดและถูก นี่นักปฏิบัติ

นักปฏิบัติเห็นทั้งผิดและถูก เวลาผิด ผิดมันลากจูงไป ล้มลุกคลุกคลานเลย แล้วแก้อย่างไร ต้องแก้กลับมาให้มันถูกต้องชอบธรรม เวลาถูกต้องชอบธรรมแล้ว ถ้ามันไม่สมุจเฉทปหาน ขณะยังไม่เกิด ไม่ดับทุกข์ มันยังต้องล้มลุกคลุกคลานไปตลอด เวลาขณะนิโรธดับ นั่นแหละอกุปปธรรม รู้รอบขอบชิดทั้งหมด บุคคล ๔ คู่ นี่พูดถึงผลของการปฏิบัติไง

ทำไมมันจะไม่ได้ มันได้ทั้งนั้นน่ะถ้ามันถูกต้องชอบธรรม แต่นี่เพราะเราไม่เข้าใจ แล้วเราคิดของเราไปเอง มันก็เป็นอย่างนั้นไง จบ

อันนี้สิ

ถาม : ข้อ ๓๐๙๘. เรื่อง “รายชื่อวัดป่าบนจารึกพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น (หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ) ณ โพธาราม”

กระผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมภายในพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น (หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ) ณ โพธาราม รู้สึกประทับใจ และก็มีหลายคำถามผุดขึ้นมา ซึ่งคาดว่าหลวงพ่อคงเตรียมหนังสือเล่าเรื่องพิพิธภัณฑ์นี้แล้ว แต่มีบางประเด็นที่น่าจะถามได้เลย

๑. หลวงพ่อมีโอกาสได้เจอ เสวนาธรรมกับหลวงพ่อสิงห์ทองด้วยหรือครับ

๒. จารึกส่วนมากเป็นประวัติเกี่ยวเนื่องของหลวงปู่มั่น กับหลวงตาพระมหาบัว และหลวงปู่เจี๊ยะ ซึ่งเคยผ่านมาตามาจากหนังสือประวัติทุกท่าน แต่ก็มีเพียงจารึกเดียวที่เห็นองค์หลวงตามหาบัวพร้อมรายชื่อวัดป่าหลายแห่ง ส่วนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรครับ

๓. ทำไมจึงมีช้างเผือก ๓ ตัวครับ (คำตอบอาจมีอยู่ในหนังสือพิพิธภัณฑ์กระมังครับ)

ตอบ : ถูกต้อง

เราสร้างพิพิธภัณฑ์ของเรา เขาให้ตั้งชื่อว่าเป็นชื่อ “อาคารธรรมทายาท”

ธรรมทายาท ทายาทโดยธรรมไง ถ้าทายาทโดยธรรมมันเคารพบูชาครูบาอาจารย์ของเขาไง เวลาเคารพครูบาอาจารย์ของเขา หลวงตาพระมหาบัวเวลาท่านพูดถึงหลวงปู่มั่นไง เวลาท่านทำสิ่งใดที่วัดป่าบ้านตาด ท่านบอกท่านไม่กลัวใครติใครเตียนเลย เพราะท่านไม่ได้ทำของท่านเอง ท่านเคยอยู่กับหลวงปู่มั่นมา ท่านทำตามที่หลวงปู่มั่นทำ

พิพิธภัณฑ์ๆ พิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นเกี่ยวเนื่องหลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ

ก็หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะท่านอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นอยู่ไง แล้วท่านเคารพบูชาด้วยหัวใจของท่านไง ท่านทำสิ่งใดท่านไม่ออกนอกลู่นอกทางไง

เวลาลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นไหน หลวงปู่มั่นพาทำอย่างนั้นใช่ไหม หลวงปู่มั่นไม่เห็นพาทำอย่างนั้นเลย

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกประจำ ธรรมจะเกิดในเทศบาล ๑ เทศบาล ๒ เป็นไปไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่มี แล้วพระป่า พระป่าไม่กวนบ้านกวนเมือง ไม่ทำความวุ่นวาย เว้นไว้แต่โครงการช่วยชาติฯ นั่นคือโครงการกู้ชาติ

ก่อนโครงการช่วยชาติฯ หลวงตาไม่เคยวุ่นวายกับบ้านเมืองทั้งสิ้น แต่เวลามาโครงการช่วยชาติฯ นั่นออกมาวุ่นวายกับบ้านเมืองก็เพื่อจะกู้บ้านกู้เมืองไง กู้บ้านกู้เมืองจบแล้วท่านก็กลับไปอยู่เป็นพระกรรมฐานเหมือนอย่างเดิมไง

แต่คนที่ออกมาแล้วมันกลับเข้าไปอยู่ในวงกรรมฐานอีกต่อไปไม่ได้ไง ออกจากวัดป่ามาอยู่ในสังคมเมือง แล้วออกจากสังคมเมืองกลับไปอยู่วัดป่าไม่ได้ไง

ฉะนั้นถึงว่า รายชื่อ ไปชมพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นที่โพธาราม รู้สึกประทับใจ แล้วมันมีความเกี่ยวเนื่องกับหลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ

เพราะหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ เป็นผู้อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น แล้วสิ่งที่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่นได้จริตได้นิสัยมา ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมา เคารพครูบาอาจารย์ของตนด้วยหัวใจของตน

ฉะนั้น สิ่งที่เราสร้างพิพิธภัณฑ์ก็สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการยืนยัน เป็นข้อเท็จจริงในวงพระกรรมฐาน นี่ไง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาไง

แล้วเขาบอกเลยนะ “สิ่งที่ไปรู้ไปเห็นขึ้นมามันก็มีอยู่ในหนังสือประวัติทุกๆ พระองค์อยู่แล้ว”

แล้วอยู่แล้วทำไมไม่เอามาเป็นตัวอย่างล่ะ ไม่เอามาเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติล่ะ มันมีอยู่แล้ว แล้วการประพฤติปฏิบัติตัวทำอย่างนั้นหรือไม่ล่ะ ก็ไม่เห็นทำ นี่ไง ทั้งๆ ที่มันมี มันยังเท่าทันไง

เวลาคนมาคุยธรรมะกับเราไง เราบอกว่า เราภูมิใจมากที่เราเกิดมาเราได้พบหลวงตาพระมหาบัว เราได้พบหลวงปู่เจี๊ยะ เราได้พบครูบาอาจารย์ เราได้พบ เราได้พบ

ถ้าเราไม่ได้พบ เราภาวนาไปบ้าบอคอแตกไปแล้ว ภาวนาไปมันทะลุกลางปล้องไปหมดแหละ โธ่! รู้จักกิเลสน้อยไป

เราภาวนาของเรา เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง “เคารพบูชาสุดหัวใจนะ แต่เราก็มีของเรา”

เราก็มีของเรานี่ถูกต้อง “เราก็มีของเรา” หมายความว่า เราประพฤติปฏิบัติไปเราก็ไปรู้เราก็ไปเห็นไง ทุกคนปฏิบัติต้องรู้ต้องเห็น แต่ถูกหรือผิดนั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ

ทีนี้พอมันรู้มันเห็นขึ้นมาแล้ว ก็เรารู้เราเห็นเองมันจะผิดไปได้อย่างไร ต้องถูกสิ

ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นทีไรนะ ท่านบอกว่าหงายท้องกลับมาตลอด หงายท้องเลย หงายหลังกลับมาทั้งนั้นน่ะ

ทีนี้เวลาหงายหลังกลับมา ในสังคมโลกมันก็ติเตียนไง “ทำไมไปลบหลู่ครูบาอาจารย์ ทำไมไปโต้แย้งครูบาอาจารย์”

ไม่ได้ลบหลู่ กำลังค้นคว้าความจริง กำลังศึกษาค้นคว้า ไม่ได้ลบหลู่ เคารพ เคารพสุดหัวใจเลย ถ้าไม่เคารพ ไม่มาเปิดภายในให้ฟังต่างหาก

เคารพหลวงปู่มั่นสุดหัวใจ แต่เราปฏิบัติไปแล้วเราติดไง เราติด ติดกิเลสในใจเราโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่เราก็รู้เราก็เห็นอย่างนั้นน่ะ

ปฏิบัติมันต้องเป็นอย่างนั้น คือคนเราจะไปเห็นกิเลสของตัว แต่ก็ไม่เท่าทันกิเลสของตัว แล้วกิเลสมันก็จะพลิกจะแพลงจะหลอกจะล่อ อย่างนั้นน่ะกว่าจะพลิกจะแพลงได้

เวลาขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง “เราก็มีของเรา เถียงอย่างเดียว”

ถ้าเรื่องเถียงนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ถ้าในวงกรรมฐาน คนที่โต้แย้งหลวงปู่มั่นมากที่สุดก็คือตัวท่านน่ะล่ะ

ตัวหลวงตาพระมหาบัวน่ะเป็นคนที่โต้แย้งโต้เถียงหลวงปู่มั่นเยอะที่สุดเลย เพราะภาวนาไปแล้วมันเห็น มันรู้ มันติด มันเข้าใจผิด

ท่านใช้คำว่า เราก็มีของเรา” คือเราก็เห็นของเรา เราก็รู้ของเรา แต่ความรู้ความเห็นนั้นมันไม่จริงไง

เรารู้เราเห็นจริงๆ แต่ความรู้ความเห็นของเรามันจะจริงไปได้อย่างไร ไม่เคยแตะกิเลสให้มันเจ็บปวดเลย ไม่เคยเขี่ยกิเลสเลย ไม่เคยเห็นหน้ามันเลย จะไปสู้กับมันได้อย่างไร ไอ้พวกนี้ไปร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่มีโอกาสเลย

แต่ที่ไปรู้ไปมันเห็นบ้างนี่ เออ! ก็นึกว่ากิเลสกับเราเป็นเพื่อนกันเนาะ เราอยู่ด้วยกัน เราไปด้วยกัน

ไม่ได้ หลวงปู่มั่นฟันเต็มที่เลย

นี่ไง คนที่โต้แย้งและเถียงหลวงปู่มั่นมากที่สุดก็คือตัวหลวงตาพระมหาบัว แล้วเวลาเคารพ ท่านเคารพที่สุด

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟังตลอด ทั้งหลวงปู่เจี๊ยะ ทั้งหลวงตาพระมหาบัวเล่าอย่างนี้ให้เราฟังเยอะ เพราะเราเป็นนักศึกษา เราชอบศึกษา ถามดะเลย ถามอย่างเดียว ถามทุกเรื่องที่สงสัย ถามทุกเรื่องเกี่ยวกับหลวงปู่มั่น ที่สงสัย ที่เป็นจริง ท่านเล่าให้ฟังเป็นชั้นๆๆ หมดน่ะ

แล้วเวลาหลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ ทำไมต้องเล่าให้เราฟังล่ะ

อ้าว! ก็เด็กมันเอาจริงไง เด็กมันอยากศึกษา เด็กมันเคารพมันรักของมัน เด็กที่ไม่เอาไหน ยัดให้มัน มันก็ไม่เอา สอนอย่างไรมันก็ไม่ฟัง แต่เด็กที่มันสนใจ เด็กที่มันชอบมาถาม ท่านพูดให้ฟังหมดน่ะ ทีนี้พูดให้ฟังแล้ว ด้วยความเคารพ ด้วยความบูชา

ฉะนั้น เวลาว่า “กระผมได้ไปพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นมา รู้สึกว่าประทับใจมาก”

สิ่งที่ประทับใจมาก แต่มันก็มีสิ่งใดที่ให้ถามมากมายไง ฉะนั้น คำถามข้อที่ ๑. เพราะเขาถามว่า “หลวงพ่อมีโอกาสพบเจอ เสวนาธรรมกับหลวงพ่อสิงห์ทองหรือครับ”

สงสัยใช่ไหม เพราะเข้าไปมันรูปใบโพธิ์นั่นน่ะ

นั่นน่ะเวลาพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นๆ แต่หลวงปู่มั่น เวลาสมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่เจริญ ไม่ได้จดบันทึกอะไรสิ่งใดไว้เลย มีแต่ความจดจำของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ที่ได้อยู่ของท่านเป็นยุคเป็นคราว

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เราทำไว้ข้างหลังนั้นน่ะเป็นรูปหลวงตาพระมหาบัว เป็นรูปหลวงปู่ลี เป็นรูปท่านอาจารย์สิงห์ทอง

หลวงปู่ลี เราขลุกอยู่กับหลวงปู่ลีเลย หลวงตาพระมหาบัวเข้าไปยำ ยำ ยำทันที ถ้าเจอหน้าน่ะ ไม้หน้าสามอย่างเดียว แต่ยิ่งยำยิ่งชอบ

อาจารย์สิงห์ทอง เราได้พบหลายหน แต่สมัยนั้นอาจารย์สิงห์ทอง เราได้พบได้เห็นหลายหนมากตอนไปตามงานครบรอบวันหลวงปู่ฝั้น อาจารย์สิงห์ทองท่านก็ไป หลวงตาท่านก็ไป ตอนนั้นเรายังเป็นวุ้นอยู่

ได้พบ แต่ไม่ได้สนทนา ไม่ได้เสวนา เพราะเราบ่มีไก๊ เราไม่รู้อะไรเลย คนไม่รู้อะไรเลยไปพูดไปถามไร้สาระ ก็เหมือนโยมไปฟังเทศน์น่ะ เราไม่มีแก่นสารอะไรเลย

สมัยที่เราพบอาจารย์สิงห์ทอง ตอนนั้นเรายังไม่มีแก่นสารอะไรเลย ไม่มีแก่นสารอะไรเลย มันก็จะไม่รู้อะไรเลยว่าควรและไม่ควร แต่ก็เคารพท่านนะ เพราะเห็นท่านอาจหาญมาก

ในงานน่ะ ในงานเราก็เห็น หลวงตาพระมหาบัวท่านไปงาน ท่านต้องเช้าออกบิณฑบาต ออกบิณฑบาตขึ้นมา พระผู้ใหญ่เขาก็มาทีหลังใช่ไหม พระเอาบาตรมาก่อน เวลาเอาบาตรมาก่อน อาจารย์สิงห์ทองก็ยืนอยู่นั่นน่ะ เราก็ยืนอยู่นั่นแหละ

“อะไรนอนตื่นสาย”

แหย่หลวงตา อาจารย์สิงห์ทองน่ะ

เราพบท่านบ่อย แต่พบในงาน พบข้างนอก แต่ไม่ได้คลุกคลี ไม่ได้สอบถาม เพราะยังไม่ได้อยู่กับท่าน คือไม่ได้ใกล้ชิดไง

พวกนี้ไม่รู้จักประเพณีวัฒนธรรม

เรานะ เราไปทางอีสาน เมื่อก่อนเวลาพระคุยกันถึงเรื่องครูบาอาจารย์ มันมีอะไรมากที่ฝังอยู่ในหัว พูดถึงหลวงปู่เสาร์ท่านนิพพานคามือหลวงปู่เจี๊ยะ เราก็จำไว้

แล้วถึงเวลาแล้วเราไปเจอหลวงปู่บัว หลวงพ่อบัวพา หลวงปู่บัวพา เราจะสนทนาธรรมกับท่าน เราต้องไปทำข้อวัตรท่านก่อน ไปสรงน้ำ ไปทำความคุ้นเคย สุดท้ายแล้วก็ขึ้นไปหาท่าน ไปถามท่านเรื่องนี้ ท่านไม่รู้เรื่องเลย จบ

พอมาอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ เราถามหมดน่ะ หลวงปู่เสาร์นิพพานคาท่อนแขนใช่ไหม

ท่านบอก ไม่ใช่ หลวงปู่เสาร์มา ท่านเป็นคนจะจับให้นอน แต่ท่านคนหนุ่มๆ ๓–๔ คนพยายามโน้มคนเฒ่าคนแก่คนหนึ่งที่ท่านกราบพระ แล้วท่านนั่งอยู่ตรงนั้นน่ะ จะโน้มให้ท่านให้นอนนิพพาน ให้ท่านนิพพานไปด้วยความสงบสุข แต่มันทำไม่ได้

เพราะกำลังพระหนุ่มๆ ๓–๔ องค์ทำไม่ได้ แต่หลวงปู่เจี๊ยะตอนนั้นอย่างน้อยท่านได้สกิทาคามี ได้อนาคามีมาแล้ว พอท่านฉุกคิดเลย เอ๊ะ! ท่านจะไปท่านี้ ท่านจะไปท่านั่งไง ก็เลยบอกให้พระออกไปๆ แล้วท่านก็นั่งนิพพานตรงนั้นน่ะ

นี่ถามหลวงปู่เจี๊ยะเลย

หลวงปู่เจี๊ยะ ตั้งแต่หลวงปู่มั่นสั่ง สั่งให้ไปหา ไปอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์แทนท่าน แล้วหลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าให้ฟังว่าหลวงปู่มั่นสั่งไว้ “ท่านเจี๊ยะ ท่านเจี๊ยะไปทำหน้าที่แทนเรานะ อย่าวางใจ ต้องดูแลแทนให้เราได้สมบูรณ์แบบไง”

ฉะนั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านไปอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์จนหายจากเจ็บไข้ได้ป่วย จากอุบลฯ วัดเลียบหรืออย่างไร แล้วท่านก็ข้ามไปพระตะบองไง

ความจริงท่านบอกว่าท่านจะกลับแล้ว เพราะหลวงปู่เสาร์หายเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปของท่าน ท่านจะกลับ แต่ท่านมาเฉลียวใจคำที่หลวงปู่มั่นย้ำแล้วย้ำอีก “ท่านเจี๊ยะ ท่านเจี๊ยะไปทำหน้าที่แทนเรานะ ต้องรอบคอบ อย่าปล่อยวาง”

คำคำนี้ทำให้หลวงปู่เจี๊ยะท่านตามไป ท่านตามไปนะ ตามไปจนหลวงปู่เสาร์ไปแล้วป่วยกลับมา ในประวัติท่านนั่นน่ะเต็มที่เลย ท่านเล่าให้ฟังหมดน่ะ

นี้พูดถึงว่า ถ้าคนที่ประพฤติปฏิบัติมันมีของของเรา เราจะขึ้นไปสนทนาธรรมคือเราสงสัยในการปฏิบัติของเรา เราถึงจะขึ้นไปหาครูบาอาจารย์แล้วสนทนาธรรม ถ้าถูกต้องชอบธรรม ลงกันด้วยธรรม ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรม ต้องมีคนคนหนึ่งผิด

ถ้าผิดแล้ว ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านไปแก้หมู่คณะร้อยแปดเลย องค์นั้นติดขั้นนี้ องค์นี้ติดขั้นนั้น ท่านไปแก้ทั้งนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน ฉะนั้น สิ่งที่ว่าหลวงปู่เจี๊ยะท่านก็มีคุณธรรมในหัวใจของท่าน ท่านถึงได้ทำคุณประโยชน์หลวงปู่เสาร์ เพื่อตอบแทนบุญคุณหลวงปู่มั่น เพื่อตอบแทนบุญคุณหลวงปู่เสาร์ เห็นไหม ท่านทำคุณงามความดีไง

ฉะนั้น ถามว่า “หลวงพ่อมีโอกาสได้เจอ เสวนาธรรมกับหลวงพ่อสิงห์ทองหรือไม่”

เจอบ่อยเลย แต่ไม่ได้เสวนา เพราะเราภาวนาไม่เป็น เรายังเป็นวุ้นอยู่เลย ภาวนายังไม่เป็น ถ้ายังภาวนาไม่เป็น แต่เห็นแล้วชื่นชม เพราะท่านแหย่หลวงตา เราเห็นๆ เลย ท่านแหย่หลวงตา ท่านแหย่ โอ้โฮ! อาจหาญมาก

ฉะนั้น สิ่งที่เป็นธรรมๆ เราถึงทำไว้ไง รูปใบโพธิ์นั่นน่ะเป็นรูปหลวงตา แล้วศิษย์เอกของท่านคืออาจารย์สิงห์ทองกับหลวงปู่ลี เราทำไว้ไง

นี่คำถาม คงสงสัยสิ เห็นรูปอาจารย์สิงห์ทอง ถามเลย

“๑. หลวงพ่อมีโอกาสได้เจอ เสวนาธรรมกับอาจารย์สิงห์ทองหรือไม่”

ไม่ เจอบ่อย แต่ยังภาวนาไม่เป็น

แต่เวลาภาวนาเป็นแล้ว โอ้โฮ! โต้แย้งกับหลวงตา หลวงตายำเราบนศาลา ไม่มีใครโดนมาก

สิ่งที่ว่าโต้แย้งหลวงปู่มั่นมากที่สุดคือหลวงตาพระมหาบัว

ไอ้เราอยู่กับหลวงตาพระมหาบัว สิ่งที่โดนด่ามากที่สุดก็ไอ้พระสงบนี่แหละ ด่าเช้า ด่าเย็น ด่าทุกวันบนศาลาน่ะ ถ้าเป็นรุ่นเดียวกันรู้ทั้งนั้นน่ะ แต่มันไม่พูด มันพูดไม่เป็น นี่ข้อที่ ๑.

“๒. จารึกส่วนมากในประวัติเกี่ยวกับหลวงปู่มั่น เกี่ยวกับพระมหาบัวและหลวงปู่เจี๊ยะ ซึ่งตามหนังสือประวัติของท่าน มันเกี่ยวเนื่องกัน ที่เห็นหลวงตาพระมหาบัวพร้อมกับรายชื่อวัดหลายแห่ง ส่วนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรครับ”

นี่วัดป่า วัดป่าๆ หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นผู้ที่พูดเองว่า หลวงปู่มั่นได้นิมิต ได้พยากรณ์ไว้ว่า ท่านเป็นช้างตัวหนึ่ง แล้วมีช้างอีกสองตัวในอนาคตกาล

สิ่งที่ตอนที่หลวงปู่มั่นท่านพยากรณ์ หลวงตาพระมหาบัวท่านเพิ่งเข้าไป ท่านปฏิบัติท่านยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เรายังไม่เกิดเลย หลวงปู่มั่นนิพพานไป ๒ ปี หลวงปู่มั่นเสีย ๒๔๙๒ เราเกิด ๒๔๙๔ กูเกิดไม่ทันหลวงปู่มั่นด้วย

แต่อนาคตังสญาณอันนั้นมันสำคัญไง ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญแล้ว ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นคนพูดไว้เอง พูดไว้เองแล้วท่านก็หา หาอย่างนั้นน่ะ ท่านถึงมาที่โพธารามบ่อยมาก แล้วบ่อยมาก สิ่งที่ว่ารายชื่อวัดต่างๆ นั่นน่ะ เขาถวายที่หลวงตาทั้งนั้นน่ะ วัดที่สร้างๆ เป็นสมบัติหลวงตาทั้งนั้นน่ะ

นี่ไง วัดป่าตะนาวศรี โยมกิ่งเป็นคนถวาย วัดนี้ชาวโพธารามถวาย ฝั่งนู้นน่ะโยมนเรศถวาย ผู้ถามถวายที่สวนผึ้ง ที่โป่งกระทิง นี่ก็ถวายหลวงตาที่เมืองกาญจน์ฯ ที่วัดสันติธรรม เจ้าของที่ไปถวายหลวงตาที่สวนแสงธรรม

ที่สร้างวัดๆ เขาถวายหลวงตาทั้งนั้น ไอ้ ๙ วัด ๙ วัดที่มีชื่ออยู่นั่นน่ะ ที่ดินเขาถวายหลวงตา หลวงตาทั้งนั้น แล้วหลวงตาก็โยนให้เราไง ให้เราเป็นคนรักษา

ท่านบอก ถ้าถวายท่าน โดยปกติท่านไม่รับ ท่านรับไม่ได้ เพราะท่านจะหาผู้ที่ไปอยู่อาศัยยาก เพราะการรักษาวัดกรรมฐานในสายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เดี๋ยวนี้มีไหม มันยังทำข้อวัตรกันอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวนี้มีอยู่หรือเปล่า

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า หลวงตาท่านบอกว่า ปกติท่านไม่รับหรอก แต่นี้เพราะมีผู้จะดูแลต่อไป

ท่านรับที่แต่ละครั้ง ไปดูในเทปได้ โฉนดโยนให้เราหมดเลย 

“อ้าวไอ้นี่เป็นคนรักษา ไอ้นี่เป็นคนรักษา”

แล้วไอ้ที่เอ็งสงสัยว่า ๙ วัดนี้ ไอ้ที่อยู่ในวัดนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร

มันเป็นที่ดินของหลวงตาทั้งนั้น ทั้งนั้นนะ แล้วท่านให้เราดูแล เราก็จะดูแลรักษาต่อไป เวลาดูแลรักษาต่อไป เพราะอะไร

เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นผู้อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ข้อวัตรปฏิบัติก็มาจากที่เดียวกัน

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย ท่านไม่เคยสนใจใครเลย เพราะท่านทำตามหลวงปู่มั่น ท่านศึกษามาจากหลวงปู่มั่น ทำตามที่หลวงปู่มั่นสั่งสอนไว้ กองทัพธรรม กองทัพธรรมที่หลวงปู่มั่นท่านสร้างกองทัพธรรมขึ้นมา

ตอนนี้มันเป็นกองทัพกิเลสไง กองทัพหาอยู่หากินไง กองทัพลวงโลกไง

วัดป่าๆ ไง ๙ วัดนี้ไง ไม่ใช่กองทัพลวงโลก

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าไอ้ ๙ วัด ไอ้แผนที่มาในวัด ก็เป็นของหลวงตา เขาถวายท่าน แล้วท่านให้เราดูแล ถ้าไม่มีคนดูแล ท่านไม่รับ ที่รับนี้เพราะจะส่งต่อให้คนอื่นดูแลต่อไป

แล้วพอสร้างวัดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องสร้างขึ้นมาให้สมกับทั้งที่ว่าหลวงปู่มั่นท่านเป็นโรงงานใหญ่ ทั้งที่หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นผู้อุปัฏฐาก แล้วเราก็ถามท่าน ถามท่านมาตลอดไง

ฉะนั้น ไอ้สิ่งที่ว่า ไอ้วัดนั้น วัดนั้นน่ะ ไอ้ ๙ วัด เดี๋ยวจะมีสูติบัตร ตอนนี้เขากำลังจะทำ ถ้าใครไปดูพิพิธภัณฑ์ก็ยังงงๆ อยู่นะ เดี๋ยวจะแจกหนังสือ พอแจกหนังสือแล้วต้องแนบหนังสือไปด้วยนะ แล้วเปิดดู เขาจะเจาะเป็นเรื่องมาเลย

แล้วจะทำไว้ไง จะทำไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ “อาคารธรรมทายาท” ทายาทในธรรมกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ความสามารถ ความยอดเยี่ยมของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านสร้างหลวงตา สร้างหลวงปู่เจี๊ยะมา แล้วสร้างธรรมทายาทไง มันเลยเป็นอาคารธรรมทายาทไง

แต่ไอ้พวกเปรตพวกผีมันไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยว เรื่องของมัน

“๓. ทำไมถึงมีช้างเผือก ๓ ตัวด้วยครับ”

ก็นี่ไง หลวงตาท่านเป็นคนเปิด แล้วมันมีปัญหามากที่คนเอาไปแอบอ้างร้อยแปดพันเก้า เราเป็นคนปิดที่หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้ แล้วจริงไม่จริง ด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อเท็จจริง ตามข้อเท็จจริง

ถ้ามันเป็นวัดป่า วัดป่ากรรมฐานไง

นี่นะ นี่พูดถึงเจดีย์พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน

ที่เขาทำหนังสือ ทำประวัติครูบาอาจารย์กันไม่ได้ เพราะประวัติครูบาอาจารย์มีที่มาที่ไป มีที่มาที่ไป มันมีมรรค มันมีเหตุมีผล แล้วพระปัจจุบันนี้ทำอะไร ขุนนาง เป็นขุนนาง เป็นเจ้าฟ้า เป็นผู้มีบารมี แต่ทำสมาธิไม่เป็น มรรคผลก็ไม่รู้จัก แล้วมันจะเป็นกรรมฐานตรงไหน มันไม่เห็นมีความเป็นจริงเลย

ฉะนั้น “ทำไมถึงต้องมีช้าง ๓ ตัวด้วย”

มันข้อเท็จจริง มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริง

นี้พูดเพียงเท่านี้ เพราะจะมีคนมาคุ้ยเรื่องนี้อีกเยอะมาก จบ

ถาม : ข้อ ๓๐๙๙. เรื่อง “ฟังเทศน์หลวงตา”

กราบนมัสการหลวงพ่อเจ้าค่ะ ลูกมีอาชีพค้าขาย ช่วงนี้เปิดฟังเว็บไซต์หลวงตาย้อนหลังตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ทุกวัน วันละหลายชั่วโมง

ตอนนี้ลูกชายคนเล็ก ๕ ขวบติดต้องฟังเสียงธรรมหลวงตาก่อนนอนแทบทุกวันถึงจะหลับ ส่วนลูกก็เปิดเทปหลวงตาขณะอยู่ที่ร้าน พอลูกค้ามาซื้อของ ลูกก็ลุกขึ้นไปขายของ พอไม่มีลูกค้า ลูกก็กลับมาฟังใหม่ โทรศัพท์เข้ามาบ้างและก็นอนฟังบ้าง

ลูกอยากถามหลวงพ่อว่าทำแบบนี้มันเป็นการไม่เคารพธรรมหรือไม่

ตอบ : เรื่องความเคารพธรรมๆ มันเคารพธรรมตั้งแต่สมัยพระอยู่กับหลวงตา ท่านให้นั่งสมาธิฟัง ท่านบอกว่า นอนฟังมันเหมือนฟังด้วยความไม่เคารพ

ถ้าความเคารพ เราจะได้เหตุได้ผล ได้ความชอบธรรมตลอด

แต่ในปัจจุบันนี้เรามีธุรกิจ เราทำการค้าขาย ถ้าเราได้ฟังๆ นั่นก็เป็นบุญกุศลแล้ว สิ่งที่ได้ฟังไง เพราะฟังธรรมดีกว่าฟังเรื่องโลกๆ ไง เพราะเราทำธุรกิจการค้าอยู่นี่มันเป็นเรื่องโลกๆ อยู่แล้ว ยิ่งฟังธรรมๆ มันเห็นผล เห็นไหม

ลูกชายอายุ ๕ ขวบ ต้องเปิดเทปหลวงตาให้ฟังถึงจะนอนหลับ

นี่เป็นบุญของโยมมากๆ นี้เป็นบุญของโยมมากๆ

ลูกชายเราคนหนึ่งโตขึ้นมาเป็นคนดี พ่อแม่มีความสุข ลูกชายเราคนหนึ่งเขาก็ทุกข์เขาก็ยาก แล้วเขายังเกเรเกตุง พ่อแม่ทุกข์มาก พ่อแม่ทำให้ลูกเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม นี่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก

ฉะนั้น ลูกชายต้องฟังเทปหลวงตาจนหลับไป เป็นบุญของโยม

แล้วโยมฟังเทศน์อย่างนี้เป็นความเคารพไหม

ยิ่งกว่าเคารพ เพราะอะไร เพราะโยมได้ผลจากการฟังเทศน์หลวงตาพระมหาบัว ลูกชายก็ฟังเทศน์จนนอนหลับ ไอ้เราฟังเทศน์ๆ เรามีเครื่องอยู่ไง เรามีความปกติของสุขของเรา นี่คือบุญกุศล มันจะเป็นความลบหลู่ได้อย่างไร มันเป็นบุญ เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุญที่ดีงาม เป็นบุญของโยม

เพราะคนอื่นเขามองข้ามไง ไปฟังเพลงดีกว่า ไปสนุกครึกครื้นดีกว่า ทำไมต้องมาฟังเทศน์

ฟังเทศน์ได้บุญไง เห็นบุญหรือยังล่ะ เห็นลูกชายที่มันเลี้ยงง่ายๆ หรือยังล่ะ นี่บุญของโยมทั้งนั้นน่ะ จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๐๐. เรื่อง “ถึงใจ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ขอบพระคุณที่ได้ตอบปัญหาธรรมในช่วง ๓ ปีครึ่งที่ผ่านมา

วันนี้ตี ๕ ตื่นมาสวดมนต์ ระลึกถึงเพื่อนสนิทที่มางานแต่งผมในวันพรุ่งนี้ เขาสอนผมให้เข้าใจอย่างถึงอกถึงใจว่า ความคิดกับจิตมันแตกต่างกันชัดเจน

ปกติผมจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกทางจิตใจเป็นหลักอยู่แล้ว รู้ว่าใจอยากทำอะไรก็วิ่งตามหัวใจอย่างที่สุด ในชีวิตแทบจะไม่มีอะไรที่ผมอยากทำแล้วทำไม่ได้ แต่สันดานผมชอบคิดมาก (ขณะที่เขียนตอนนี้ ผมก็ร้องไห้ไปด้วยครับ)

เวลาผมอยากจะทำอะไรมักจะคิดมาก คิดจนไม่ได้ทำสักที อย่างแต่งงานครั้งนี้ผมคิดมานานแล้ว คิดมา ๒ ปีกว่า เพิ่งจะคิดได้เมื่อต้นปีนี้เอง “นี่กูเสียเวลามานั่งคิดถึงขนาดนี้เชียวหรือ ไอ้เวรเอ้ย”

(เขาด่าตัวเองนะ)

ผมด่าตัวเองเรื่องงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ผมคิดแล้วว่าคิดเหนื่อยพอแล้ว คนนี้แหละที่จะเป็นคู่ชีวิต

ขอบคุณหลวงพ่ออย่างจริงๆ ที่คอยชี้ทางสว่างให้ผมครับ ผมจะบวชใจทางนี้ก่อน ถ้าผมมีวาสนาจริงๆ ชาตินี้ผมจะมาบวชที่วัดของหลวงพ่อครับ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ แต่งงานไปแล้ว จบ

สิ่งที่ว่าขอบคุณๆ มันเป็นหน้าที่ของเราไง ที่เราตอบปัญหานี้อยู่บ้าง ตอบปัญหานี้อยู่บ้าง เพราะการตอบปัญหาของเรา จะพูดได้ชัดเจนว่าไม่เหมือนคนอื่นหรอก เพราะถ้าคนอื่นเขาตอบ เขาตอบเอาใจ ตอบเอาใจเพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ไง ไอ้เราตอบเราเอาธรรม เอาข้อเท็จจริง ถ้าคนทำได้จริง เราก็ชื่นชมว่าคนนั้นทำได้จริง

คนที่ทำแล้วไม่ได้จริง อย่างไรมันก็ไม่จริง ทำไม่ได้จริงนะ แล้วก็ออดอ้อน เขียนย้ำแล้วย้ำอีก จะให้ยอมรับว่าเป็นความจริง

อย่างนั้นเราก็ทุจริตกับธรรมะน่ะสิ เราก็ไม่ซื่อสัตย์กับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ

เราหาอยู่ทุกคนนะ เวลาคนทั่วไป เราต้องการความซื่อสัตย์ แล้วไม่ต้องซื่อสัตย์กับใคร ซื่อสัตย์กับตนเองนี่ ไม่คดไม่โกงตัวเองแล้วพยายายามทำให้มันเป็นความจริงขึ้นมา

สัจจะสำคัญมาก เพราะมีสัจจะ สัจจะจะเกิดขึ้นได้ หลวงตาพระมหาบัวไง นั่งตลอดรุ่ง ท่านบอก ที่นั่งตลอดรุ่งหรืออดอาหาร ไม่ได้ตั้งใจมาก่อนเลย

นั่งภาวนาไง พอภาวนาไปแล้วมันหงุดหงิด ภาวนาไปแล้วมันไม่เอาไหนไง อย่างนี้ต้องนั่งสว่าง

ท่านเอาต่อหน้าทั้งนั้นนะ ถ้าทำอย่างนี้แล้วไม่ได้ผล ต้องอย่างนี้ แล้วถ้าอย่างนี้แล้วนะ ลุกไม่ได้ ตัดสินใจสิ่งใดแล้วต้องอย่างนั้นเลย นี่คนมีสัจจะ แล้วพอมีสัจจะขึ้นมา เห็นไหม เป็นพระอรหันต์

เพราะท่านพูดคำไหนคำนั้นไง เขามีสัจจะ เด็ดเดี่ยว อาจหาญ มันถึงจะเป็นสัตว์อาชาไนย สัตว์อาชาไนยเท่านั้นถึงจะทำสิ่งใดแล้วประสบความสำเร็จ

ไอ้เรามันขี้หมาไง ไหลไปเรื่อย ที่ไหนดี กูไปกับมึงทั้งนั้นน่ะ แล้วไม่ได้อะไรเลยนะ ได้เป็นเหยื่อ เป็นเหยื่อกระแสสังคม เป็นเหยื่อกระแสโลก โลกชักนำไป

แค่เป็นเหยื่อนี่นะ คิดว่าฉลาด กูนี่ฉลาด มีสติปัญญาปราดเปรื่อง แก้ไขชีวิตได้ทุกเรื่อง อะไรเป็นความทุกข์ กูวิ่งหนีหมดเลย กูตามกระแสกูไป ฉลาดปราดเปรื่อง หาความสุขใส่ตัว

ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ

ที่ไหนมีเหยื่อ ที่นั่นมีนักล่า

เอ็งรู้จักนักล่ากันหรือยังล่ะ นักล่าน่ะ ล่ามึงนั่นแหละ ล่าเหยื่อนั่นน่ะ แล้วยังคิดว่าตัวเองฉลาด หลบหลีกได้ หาความสุขใส่ตัวได้ เขาไปทุกข์ไปยาก ฉันไม่ไป ฉันจะเอาแต่ความสุขไง

เหยื่อของโลก เหยื่อให้เขาชักนำ ไม่มีสัจจะ

มีสัจจะแล้วจบนะ ถ้ามีสัจจะมีความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามีสัจจะมีความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน มันก็เป็นปุถุชนคนหนานี่แหละ แล้วพยายามประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้ตามความเป็นจริง จะทุกข์จะยากขนาดไหน สาธุ ครูบาอาจารย์ท่านเดินผ่านไปหมดแล้ว เราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้ามันไม่ใช่ เราตีจากไปเลย ถ้าของไม่ใช่ เราไปยุ่งด้วยทำไม ถ้าของที่ใช่ต้องพิสูจน์สิ

เราฟังหลวงตา ฟังหลวงปู่เจี๊ยะ ฟังมาเยอะ หลวงตาท่านพูด แล้วในวงกรรมฐานสมัยนั้นท่านก็พูด ไอ้คนที่เถียงหลวงปู่มั่นมากที่สุดก็คือหลวงตาพระมหาบัวนี่แหละ ไอ้คนที่โต้แย้งหลวงปู่มั่นมากที่สุดก็หลวงตาพระมหาบัวนี่แหละ

ก็ท่านปฏิบัติน่ะ ท่านมีอุปสรรคทุกขั้นตอนน่ะ ท่านมีกิเลสหลอกทั้งนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นมหา แล้วท่านปฏิบัติเอาจริงเอาจังด้วย แล้วท่านรู้เห็นเต็มหัวใจด้วย แต่ผิดหมดเลย หลวงปู่มั่นกระหนาบเอาจนเป็นหลวงตาพระมหาบัวมาในปัจจุบันนี้ไง จนเป็นหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ที่เป็นพระอรหันต์ในสมัยกึ่งพุทธกาล เอวัง